หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555

~มาชำแหละทฤษฏีดาวกัน ตอนที่ 4 วอลุ่ม

จากทฤษฏีดาวบอกเราว่า

แนวโน้มมี 3 จังหวะ สมมขึ้น

จังหวะแรกคือ ข่าวการคาดการณ์ดีดี เริ่มทยอยปะโคมเข้ามา

จังหวะสอง คือ ข่าวดีเริ่มออกมาตามที่คาดไว้ วอลุ่มเริ่มเพิ่มขึ้น

จังหวะที่สามคือ เป็นจังหวะ วอลุ่มสูงที่สุด ผู้เล่นเยอะที่สุด การเก็งกำไรมากขึ้น

มันหมายความว่าการแกว่งตัวมาก วอลุ่มเยอะมากๆ และก็เป็นจังหวะระบายของของคนบางกลุ่ม

วอลุ่มเยอะ ไม่ได้หมายความว่า จำนวนตัวเลขของวอลุ่มเสมอไปนะครับ 

แต่เราสามารถดูระยะเวลาของวอลุ่มที่มันพุ่งขึ้นมาแล้วค้างไว้ได้ เช่นรูปนี้ 


จะเห็นว่า วอลุ่มก่อนเป็นเทรน(ก่อนวงกลมสีเหลืองอันแรก) 

มีการเพิ่มสูงขึ้น แต่ราคาก็ยังไม่ได้ชัดเจนอะไรนัก เป็นเพียงการคาดการณ์ในจังหวะที่ 1

และเมื่อตัวเลขที่ดีออกมาในจังหวะที่ 2 ก็เกิดการเข้าซื้อเก็งกำไรอย่างมากและรวดเร็ว

พอจังหวะที่สามนั้น วอลุ่มก็เพิ่มขึ้นอีกครั้ง แต่ก็จะสังเกตราคาแกว่งหักไปมาเล็กน้อย

แสดงให้เห็นถึงคนสองกลุ่มในตลาดอย่างชัดเจน เริ่มมีการขาย เริ่มมีการซื้อกันเกิดขึ้น

และสุดท้าย ตลาดก็กลับมาลังเลอีกครั้งในตัวเลขที่ออกมา ข่าวคาดการณ์ร้ายๆ เริ่มออกมา

ราคากลับมาไซด์เวย์อีกครั้ง และถ้าเลื่อนกราฟออกไปดู จะเห็นกราฟเป็นอย่างงี้


จะเห็นว่า ราคาไซด์เวย์ และสุดท้ายเกิด V-shape

ต้องเปิดกับ tf ใหญ่ขึ้นถึงจะเป็นเป็น V ชัดเจนขึ้น

 อย่างที่เคยสมมติฐานไว้ตอนที่ 1

ที่ดาวบอกว่า  การกลับตัวขึ้นไปอีกครั้งสุดท้ายนี้ จะรวดเร็วและรุนแรง 

คนที่ขาดทุนหรือซื้อในราคาที่สูงจะได้โอกาสทำกำไรครั้งสุดท้าย 

และเมื่อร่วงลงมาอีกครั้งแบบนี้ ก็ย่อมจะมีคนซื้อกลับกันเป็นธรรมดา 

และเมื่อรู้ว่า ข่าวโคมลอยนั้นไม่จริง ก็จะดีดกลับขึ้นไป นิวไฮ อีกครั้งตามทฤษฏดีที่พูดไว้

เราจะสังเกตอีกอย่างว่า ราคาที่ดีดขึ้นไปนิวไฮอีกครั้งนั้น ไม่มีวอลุ่มเกิดขึ้น

แสดงให้เห็นว่า นั่นไม่ใช่ราคาที่เกิดจากคนหมู่มาก

หากอาจะเกิดจากเงินก้อนใหญ่จากบางกลุ่ม ทำให้ราคาดีดตัวครั้งสุดท้าย ก่อนจะร่วงกราวลงมา

เรายังหากินกับดาว ได้อีกเยอะครับ แค่ทฤษฏีดาวทำให้เราอยู่ในตลาดได้อีกนานแสนนาน



~มาชำแหละทฤษฏีดาวกัน ตอนที่ 3 การพักตัว

การพักตัวของราคาตามที่ดาวได้พูดไว้คือ

 ระยะ secondary ที่กินระยะเวลากลางๆ 

เมื่อเทียบกับ primary > secondary > minor

แต่จะเรียกอีกอย่างว่า correction 

 เวลาไปได้ยินคำนี้เกี่ยวกับการลงทุน จะได้นึกออกนะครับว่าคืออะไร

แต่สิ่งที่นักลงทุนหน้าใหม่ๆ อาจจะสงสัยก็คือ

 มันคืออะไรและเกิดจากอะไร มาลองดูกันนะครับ

มีนักลงทุนไม่น้อยที่ชอบซื้อที่ราคาถูกๆ

ของแพงๆ ใครก็ไม่อยากซื้อจริงไหมครับ

เมื่อราคาขึ้นมามากแล้ว ผู้ที่ซื้อไว้ที่ราคาต่ำกว่านั้นอาจจะเกิดความกลัว

หรือต้องการทำกำไร ก็ทะยอยขายทำกำไร

 ทำให้ราคาปรับตัวลดลงมา พร้อมกับทำให้วอลุ่มลดลงมาด้วย

แล้วใครจะเป็นผู้ซื้อหุ้น ผู้ซื้อหุ้นก็คือคนที่ "คอยเฝ้า"

 หุ้นที่เคยเห็นราคาสูงๆอยากซื้อก็ไม่มีโอกาสได้ซื้อสักที

 ถ้าราคาปรับตัวลง ก็ค่อยๆ เข้าไปทะยอยซื้อ

 ถ้าราคาปรับตัวลงแรงมากไปกว่านั้น ส่วนมากก็คือ หยุดซื้อ

 มักจะไม่ค่อยตามลงไปซื้อเท่าไหร่ เมื่อเป็นเช่นนี้

ราคาก็ไม่สามารถปรับตัวลงไปอีกได้มาก (พร้อมกับโวลลุ่มการซื้อ/ขาย ที่ลดลง)

 เมื่อการซืื้อขายชะงัก ราคาไม่ขยับลงไปมากอีก เราก็เรียกได้ว่าการปรับฐาน

เมื่อนักลงทุนส่วนที่ได้กำไร ขายทำกำไรออกไปแล้ว

 ก็จะมีเงินในมือและหากเขาเห็นว่าสภาพเศรษฐกิจยังดี

หรือผลประกอบการต่างๆ น่าจะออกมาดี

 ก็จะกลับเข้ามาซื้อหุ้นด้วยเงินสดที่ได้จากการขายหุ้นเดิมที่ได้กำไรออกไป

คราวนี้ราคาก็จะกลับขึ้นมาอีกได้ ซี่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้

อีกกรณีในตลาดค่าเงินคือ เงินเฟ้อ เงินฝืด

คือเมื่อค่าเงินใดแข็งค่ามากๆ หรืออ่อนค่ามากๆ จะส่งผลกระทบโดยตรง

กับทุกอย่างในประเทศ ทำให้เกิดความมากเกินไปในทุกๆอย่าง

จึงเกิดความลังเล ก็อาจจะมีการขายออก หรือ ซื้อกลับเกิดขึ้น เรียกว่าปรับฐานก็ได้

การไซด์เวย์ ก็อาจเรียกว่าปรับฐานได้บางครั้ง

กรณีที่เกิดจากความไม่มั่นใจของนักลงทุน ทำให้ราคาเคลื่อนที่ในกรอบ

และเมื่อทุกอย่างชัดเจน ก็จะมีการเคลื่อนไหวตามผลที่ออกมาอีกครั้งนึง

 ทั้งหมดนี้ก็เรียกว่าการปรับฐานครับ